Hans Zimmer – Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest

Tracklist
01. Jack Sparrow
(5/5)
02. The Kraken
(5/5)
03. Davy Jones (5/5)
04. I’ve Got My Eye On You (3/5)
05. Dinner Is Served (3/5)
06. Tia Dalma (3/5)
07. Two Hornpipes (Tortuga) (5/5)
08. A Family Affair (4/5)
09. Wheel Of Fortune (5/5)
10. You Look Good Jack (3/5)
11. Hello Beastie (4/5)
12. He’s A Pirate (Tisto Remix) (-/-)

Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest คือ ตอนที่สองของภาพยนตร์ Pirates of the Caribbean ที่ทางด้านทีมงานสร้างก็กลับมาครบทั้งผู้กำกับ Gore Verbinski, ผู้อำนวยการสร้าง Jerry Bruckheimer และนักแสดงนำชุดเดิม ซึ่งมาพร้อมการผจญภัยครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า รวมถึงการเปิดเผยเรื่องราวคลุมเครือบางอย่างจากภาคแรกที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน

สำหรับดนตรีประกอบในครั้งนี้ คอมโพเซอร์ Hans Zimmer ผู้น่าจะได้ทำสกอร์ให้ภาคแรกแต่สุดท้ายก็ขอบายไปทำเรื่องอื่นแทน ก็กลับมารับหน้าที่ตามที่ควรเสียที โดย Zimmer ยังคงสานต่อลักษณะดนตรีหลักของ Badelt ด้วยดนตรีออเคสตร้าผสมซินธิไซเซอร์ที่อย่างน้อยครั้งนี้ก็มิกซ์เสียงกลับมาเข้าทางเหมือนเดิมแล้วละกัน และที่พิเศษสุดคือการแนะนำธีม 3 ตัวใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของอัลบั้มกันเลยทีเดียว
ธีมตัวแรก Jack Sparrow ตัวนี้ไม่เชิงแต่งใหม่เพราะเป็นการประยุกต์ธีมตัวละครในภาคก่อนแล้วค่อยเสริมธีมแต่งใหม่ต่อท้าย โดยลักษณะของเพลงจะเกริ่นเบาๆซักพักด้วยเชลโล่สุดกวนที่ฟังแล้วอดยิ้มหรือไม่ได้ ก่อนจะเริ่มเร่งจังหวะพร้อมใส่พวกเครื่องสายและเพอคัสชั่นเข้า จากนั้นก็เพิ่มความเข้มข้นอีกขั้นด้วยการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าสุดเก๋ที่ยังคงฟังคล่องกับดนตรีออเคสตร้าที่กระหน่ำบรรเลงมาตลอดได้อย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นการให้นิยามกัปตันจอมกวนในแบบที่เท่ห์เสียจริงๆ

ธีมตัวถัดมา The Kraken เป็นธีมใหม่แกะกล่องขนานแท้ กับการบรรเลงดนตรีออเคสตร้าในทำนองที่จำกันไม่ยากแต่ระทึกได้ใจ โดยเฉพาะช่วงที่มีการเล่นเครื่องเป่าและคอรัสที่จัดได้ว่าดุและเกรี้ยวไม่ใช่เล่น ทั้งนี้ยังมีการใช้คีย์บอร์ดคอยสร้างซาวด์และจังหวะบีทเสมือนผิวน้ำที่ไหวติงอยู่ตลอด เรียกได้ว่าเพลงนี้สามารถสื่อถึงความยิ่งใหญ่ของหมึกยักษ์ที่ยากจะโค่นตัวนี้ได้ตื่นเต้นดีจริงๆ

ธีมอีกตัว Davy Jones ซึ่งเอาเข้าจริงๆเพลงนี้มีทำนองเดียว แต่ก็นำเสนอออกมาได้อย่างมีสไตล์ ตั้งแต่การเปิดด้วยเสียงกล่องดนตรี ตามด้วยเครื่องสาย แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นเสียงออร์แกนและเพอคัสชั่นหนักๆพร้อมคอรัสอันน่าเกรงขาม  ที่สุดท้ายก็กลับมาจบด้วยเสียงกล่องดนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยจากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าความเหงา ความเศร้า และความน่าเกรงขาม คือ สิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวละครนี้นั่นเอง

หลังจากบรรยายสรรพคุณสามธีมคุณภาพมาพอสมควร ทีนี้ก็มาดูเพลงส่วนที่เหลือกันต่อซึ่งมีทั้งการรวมดนตรีเก่าและดนตรีใหม่(รวมถึงธีมใหม่)เข้าไว้ด้วยกัน โดยเริ่มจาก I’ve Got My Eye On You ที่เปิดตัวด้วยดนตรีชวนขนลุกเหมือนอยู่ในหนังสยองขวัญ ที่จู่ๆก็เปลี่ยนมาเอาฮาซะเฉยๆกับดนตรีสุดกวนเปิดตัว Jack Sparrow ประมาณภาคที่แล้ว Dinner Is Served มาพร้อมเสียงกลองและเสียงร้องโหยหวนเหมือนเพลงคนป่าในครึ่งแรกก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นดนตรีออเคสตร้าชนิดเพี้ยนหลุดโลกในครึ่งหลัง

Tia Dalma ธีมของตัวละครที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ซึ่งจัดเป็นธีมรองเสียมากกว่า โดยครึ่งแรกเพลงนี้เสมือนการดัดแปลงเพลง Underwater March ในทำนองที่เล่นกลับกัน ก่อนจะเข้าสู่ครึ่งหลังกับทำนองวังเวงๆพร้อมเสียเคาะและผู้หญิงร้องคลอพอเอาหลอน Two Hornpipes (Tortuga) นี่คือการบรรเลงดนตรีออเคสตร้าเพียวๆสั้นๆที่เฮฮาและโกลาหลสุดขั้วไปเลย

A Family Affair ค่อยๆไล่กรีความน่าสะพรึงในช่วงแรกจนถึงช่วงพีคกับคอรัสและเพอคัสชั่นชวนขนลุก จากนั้นจึงเข้าสู่ในส่วนดราม่าหม่นๆซึ่งบอกเล่าผ่านเสียงไวโอลินและเชลโล่ โดยมีธีม Davy Jones โผล่มาแทรกในช่วงท้ายเป็นอันจบเพลง Wheel Of Fortune เพลงที่เรียกได้ว่าเป็นการประยุกต์ธีม He’s A Pirate, Jack Sparrow, The Kraken และ Davy Jones ออกมาเป็นเพลงประกอบฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ที่ฟังเอาทั้งมันส์ทั้งฮาได้เป็นอย่างยอดเยี่ยม

You Look Good Jack เปิดตัวอย่างเงียบๆหลอนๆในสองนาทีแรก ก่อนจะไล่ดนตรีสุดสะพรึงดังที่ได้ยินใน A Family Affairแต่ในเวอร์ชั่นรวบรัด ก่อนจะต่อด้วยการบรรเลงออเคสตร้ามันส์ๆแต่ไม่สุดแล้วตามด้วยเสียงสังเคราะห์และกีตาร์ไฟฟ้าที่เอาธีมกองทัพโครงกระดูกภาคแรกมาเล่นให้ตกใจกันช่วงสั้นๆ จากนั้นตัวเพลงก็กลับสู่ความเงียบอีกเช่นเคย Hello Beastie เพลงที่ยาวกว่า 10 นาทีซึ่งถูกใช้ประกอบฉาก Jack เผชิญหน้า The Kraken ในตอนท้าย โดย  3 นาทีแรกนั้นสร้างภาวะความกระวนกระวายกันด้วยการเล่นเครื่องสายโทนต่ำและคอรัสเบาๆประกอบ (ซึ่งค่อนข้างทำให้นึกถึงดนตรีบางช่วงจาก King Arthur เสียจริงๆ) ถัดมาช่วงกลางๆเพลงก็จะเป็นการบรรเลงออเคสตร้าอ่อนๆไม่เน้นมันส์แต่พอหนักแน่นระดับหนึ่งซึ่งจบลงด้วยคอรัสสุดยิ่งใหญ่ที่ฟังๆไปก็รู้สึกใจหายไปด้วย ทีนี้ก็มาถึงช่วง 4 นาทีสุดท้ายที่ดึงอารมณ์ช่วงแรกของเพลงกลับมาแต่กระนั้นดนตรีก็ค่อยๆเปลี่ยนมาฉายแววแห่งความหวังมากขึ้นและจบลงด้วยทำนองแห่งการผจญภัยครั้งใหม่ อ้อ! แล้วช่วง 4 นาทีสุดท้ายนี้เองที่เมนธีมของภาคต่อไปได้ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนจนนึกไม่ถึงเลยทีเดียว แต่จะเป็นท่อนไหนนั้นผมขอให้คุณได้ลองไปทดสอบหากันเอาเองละกันครับ ^^

สำหรับอัลบั้มนี้ปิดท้ายด้วยเพลงพิเศษ He’s A Pirate (Tisto Remix) ซึ่งก็คือธีม He’s A Pirate เวอร์ชั่นรีมิกซ์โดยดีเจ Tisto เผื่อว่าใครอยากลองเอาไปเปิดฟลอร์เต้นกันดู แต่ส่วนตัวผมไม่ติดใจอะไรเพลงนี้เอาซักเท่าไหร่และไม่ขอนับคะแนนเพลงนี้รวมกับสกอร์ชั้นยอดข้างต้นด้วย

มาสรุปแบบชัดๆตรงๆเลยละกันว่าอัลบั้มนี้่มีทั้งส่วนที่ยอดเยี่ยมและผิดหวังสำหรับการคุมงานของ Hans Zimmer ในครั้งนี้ ส่วนที่ยอดเยี่ยม คือ 1. การสร้างสรรค์ธีมดีๆที่ติดหูและน่าจดจำถึงสามตัว และ 2. การยกศักยภาพดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ Zimmer ใช้ร่วมกับดนตรีออเคสตร้าดั้งเดิมและแน่นอนว่าเรื่องพรรค์นี้มีแต่จะดีขึ้นเรือยๆชัวร์ๆ ทีนี้มาพูดถึงส่วนที่น่าผิดหวัง ซึ่งก็คือ 1. ความไม่ต่อเนื่องและไม่เต็มที่ของเพลง ซึ่งเห็นได้ชัดๆ คือ You Look Good Jack ที่นำทำนองดนตรีซึ่งมีหลายทำนองอยู่แล้สมารวบรัดยัดๆไปเสียจนรู้สึกขัดๆพิลึก 2. การลากยาวดนตรีเบาๆเกินจำเป็นซึ่งเห็นได้ง่ายๆในช่วงกลางของเพลง Tia Dalma และช่วงท้ายๆของ Hello Beastie ส่งผลให้เพลงมีความอืดจนอาจรู้สึกเบื่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อหักล้างส่วนดีส่วนเสียกันไปมา ผมก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะแนะนำอัลบั้มนี้ให้ทุกท่านได้ไปหามาฟังกัน อย่างน้อยธีมสามตัวแรกและเพลง Wheel of Fortune ก็เป็นอะไรที่สุดยอดและคุ้มค่าพอเสียเวลาฟังอยู่ล่ะครับ

Final Score: 8/10

Advertisements

4 Responses to “Hans Zimmer – Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest”

  1. อ่า เคยอ่านในนิตยสารหนึ่ง (Starpics ไม่ก็ Entertain)

    Zimmer ทำภาคแรกด้วยนะครับ ทำร่วมกับบาเดลท์ (ไม่แน่ใจว่าบาเดลท์เป็นลูกศิษย์หรือเปล่า) เพราะลองดูเครดิตตอนท้ายก็มีชื่อของซิมเมอร์อยู่ด้วย น่าจะเป็น Supervisor หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ เหมือนเขาจะให้สัมภาษณ์ว่า เขาเองก็ทำค่อนข้างเยอะ (ผมก็ว่าลักษณะธีมต่างๆ รูปแบบคอร์ดหรือ Phrase ของเพลงนี่กลิ่นฮอร์เนอร์ลอยมาแต่ไกลเลย โดยเฉพาะธีมหลักของเรื่อง (เมื่อเทียบกับ The Rock)

    แต่เขาให้เครดิตว่าเป็นเคลาส์ บาเดลท์ (เพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุ เด๋วลองหาข้อมูลดูก่อน)

    ^^

    • อ่า …ขอโทดทีค้าฟ ดันไม่ได้อ่านของ Curse of the Black pearl ที่เป็นเครดิต Badelt ก่อน – -” เลยเขียนไปแบบไม่รู้ ขอโทษด้วยฮะ T-T

      • ไม่เป็นไรครับ จริงๆสกอร์ภาคแรกเป็นที่ถกเถียงกันมากมายในตอนนั้น ไม่แปลกใจที่จะงงๆกัน ผมเองก็แก้รีวิวมา 3 รอบ (สำหรับภาคแรก) กอปรกับรีวิว The Last Samurai อีกถึงจะเข้าใจ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: