Lorne Balfe – Ironclad

Tracklist

01. The Magna Carta (4/5)

02. King John Arrives (5/5)

03. God Protect Us (4/5)

04. Mobilizing (4/5)

05. We Claim This Castle (4/5)

06. The Art of Naivety (4/5)

07. The Battle Begins (5/5) click to listen

08. Marshall and Isabel (3/5)

09. Dilectio (3/5)

10. Insidiae (5/5)

11. Hunger Sets In (4/5)

12. Desparatus (4/5)

13. Ciminatio (5/5)

14. No Salvation (4/5)

15. Concursus (5/5)

16. The Final Battle (4/5)

17. Final Resolution (4/5)

18. Corvus Cantus (5/5)

“Wow…This score is truly epic and noble. It is so rich that you are going to find yourself stuck in a wonderful historic moment. Lorne Balfe’s first solo work to the major film is much better than what I have expected!”

ในศตวรรษที่ 13 คือช่วงเวลาที่มหากฎบัตร Magna Carta ถูกบังคับใช้เพื่อจำกัดสิทธิและให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ทว่ากษัตริย์ John แห่งอังกฤษผู้อยู่ภายใต้สัญญามหากฏบัตรดังกล่าวกลับยังคงกระหายอำนาจแล้วทำการรวบรวมกองทัพบุกยึดหัวเมืองต่างๆมาเป็นของตน เหลือเพียงอัศวิน Templar กลุ่มหนึ่งที่ขอยืนหยัดสู้กษัตริย์ทรราชผู้นี้ ณ ปราสาท Rochester อันเป็นที่มั่นสุดท้ายในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประชาชน

ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะชวนให้คุณตื่นเต้นกับหนังหรือไม่ แต่สำหรับใครที่ติดตามคอมโพเซอร์ในกลุ่ม Remote Control Productions มาตลอดคงตื่นเต้นที่จะได้ฟังสกอร์ Ironclad ซึ่งเป็นงานโซโล่เป้งๆชิ้นแรกของ Lorne Balfe (ถ้าไม่นับโซโล่ชิ้นแรกจริงๆในหนังฟอร์มเล็กแต่คำวิจารณ์ดีล้นหลามอย่าง Crying with Laughter ซึ่งมีสกอร์รวมแค่ 20 นาทีเท่านั้น) คอมโพเซอร์ผู้ผ่านการฝึกฝนจาก Hans Zimmer มานานพอสมควร โดยผลงานปีก่อนหน้านี้ก็ถือว่าน่าประทับใจไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ธีมของ Zimmer ให้ได้เพลงสุดเจ๋งมากมายสำหรับสกอร์เกม Call of Duty: Modern Warfare 2 แล้วไหนจะทำ Additional Music และเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับ Zimmer ในสกอร์ Inception อีก

มาคราว Ironclad นี้ Balfe ได้สร้างสกอร์ย้อนยุคจากทั้งดนตรีออเคสตร้าและอิเล็กทรอนิกส์สไตล์ Remote Control Productions ในแบบสุดโต่งไม่พอแต่ขอเอาความลุ่มลึกปานจะกลมกลืมอันแสดงถึงความละเอียดอ่อนในการทำสกอร์เสริมเข้ามาด้วย ทั้งนี้ยังมีการใช้คอรัสอันหลากหลายและเสียงโหยหวนโอดครวญเพื่ออรรถรสที่เหนือกว่าควบคู่ไปด้วย

The Magna Carta เพลงแห่งมหากฎบัตรกับการไล่ระดับดนตรีสองครั้งที่เริ่มจากดนตรีย้อนยุคสุดขลังพร้อมคอรัสชายเสียงทุ้มไปสู่เสียงโหยหวนและไวโอลินบาดใจ โดยแน่นอนว่าเมนธีมของสกอร์ชุดนี้ก็ได้ถูกนำเสนอพร้อมไปในส่วนดังกล่าวแต่แค่นี้ยังไม่แกร่งเท่าสิ่งที่มันจะถูกนำไปใช้อย่างยอดเยี่ยมในเพลงถัดๆไป King John Arrives เพลงสุดสะพรึงที่มีทีเด็ดคือไวโอลินโคตรคลั่งและเสียงเครื่องเป่าในลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกับธีม Inception พอสมควร

The Battle Begins เพลงประกาศศึกสุดฮึกเหิมและอลังการที่ได้งัดเอาพวกเพอคัสชั่นมาใช้มากขึ้น แต่หัวใจหลักๆยังคงเป็นการบรรเลงดนตรีและใช้คอรัสที่หนักแน่น โดยเพลงนี้ปิดตัวแบบสงบแต่แอบแปลกด้วยเสียงเคาะดังตึง 6 ครั้งด้วย และสำหรับเพลงลักษณะประมาณนี้ก็ทยอยมีมาให้ฟังกันเป็นช่วงๆหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็น Insidiae ที่มีการแนะนำโมทีฟเครื่องเป่าสุดองอาจที่ได้กลิ่น Modern Warfare 2 ลอยมาหน่อยๆ

Desparatus ยังคงเล่นกับโมทีฟเครื่องเป่าแต่มาในโทนที่ค่อนข้างมืดและฟังดูหดหู่ลงพอสมควร Ciminatio เพลงที่จะกลืนกิน 9 นาทีของคุณแบบไม่รู้ตัวด้วยห้วงเวลาแห่งความระทึกใจ ความน่ากลัว และความหดหู่หาใดเปรียบ

Concursus เพลงไล่ระดับเครื่องสาย คอรัส และเพอคัสชั่นที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างทรงพลังจนน่าทึ่ง The Final Battle การกลับมาอีกครั้งของ The Battle Begins และโมทีฟเครื่องเป่าซึ่งส่วนตัวแอบผิดหวังอยู่หน่อยๆกับความมันส์ที่เริ่มหาอะไรใหม่ไม่ค่อยได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เพลงนี้ยังคงมีคอรัสเป็นทีเด็ดตรึงอารมณ์ไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่เหมือนจะเป็นช่วง Aftermath ที่มีการเล่นไวโอลินควบคู่ไปด้วย

ทีนี้มาพูดในส่วนเพลงเบรคผ่อนอารมณ์นาทีสองนาทีทั้งหลายที่ผมข้ามๆมา ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังมีดีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น God Protect Us, Mobilizing, Dilectio และ No Salvation กับการโชว์ลีลาเครื่องสายนานาที่สะกดอารมณ์ผู้ฟังได้แม้ช่วงสั้นๆ

ถัดมา We Claim This Castle, The Art of Naivety, Hunger Sets In และ Final Resolution ก็ยังทำหน้าที่ดังกล่าวได้ไม่แพ้กันหากแต่จุดโฟกัสนั้นเปลี่ยนมาเป็นคอรัสที่มีทั้งขลังจนขนลุกยันศักดิ์สิทธิ์เหมือนเพลงโบสถ์

Marshall and Isabel เพลงที่มีความเป็นโรแมนติกตัวเดียวของสกอร์ชุดนี้ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเพลงนี้ค่อนข้างอ่อนกว่าพวกเพราะมาแบบเรียบๆและจบแบบเรียบๆไปหน่อย แต่ก็ยังน่าฟังอยู่เนื่องด้วยความโรแมนติกดังกล่าวจากไวโอลินและคอรัสก้องกังวาลซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างน้อยมันก็ฟังสบาย

เพลงสุดท้าย Corvus Cantus มีองค์ประกอบหลักๆคล้ายเพลง Concursus แต่โดดเด่นมีสไตล์ยิ่งกว่าด้วยท่วงทำนองสุดเร้าใจที่เสริมเข้ามาในนาทีที่ 0.50 เป็นต้นไป โดยเรียกได้ว่าเป็นเพลงปิดอัลบั้มที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างขนานแท้แถมถ้าจะเอาไปฟังแยกก็ยังเพลินและอิ่มอารมณ์กันไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

Lorne Balfe พยายามอย่างมากที่จะสร้างจุดแข็งในทุกซอกทุกส่วนสกอร์ของเขา ซึ่งผลสุดท้ายก็ออกมาได้อย่างนั้นจริงๆไม่เว้นแม้เพลงนาทีกว่าๆ โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ถูกเรียบเรียงออกมาอย่างเป็นชิ้นเป็นอันด้วยเมนธีมสุดแกร่งและการใช้เครื่องดนตรีรวมถึงคอรัสชนิดที่เรียกความสนใจคุณได้ไม่ยากจนแทบจะไม่กดข้ามแทร็คในการฟังแต่ละครั้ง จริงอยู่ที่แม้บางทีคุณอาจรู้สึกว่าเพลงนั้นๆมันไม่ค่อยสุดหรือเต็มที่ไปบ้างแต่เอาเข้าจริงๆมันก็แค่ส่วนเล็กๆที่ไม่ได้ไปกระทบสกอร์อันน่าพอใจนี้ซักเท่าไหร่เลย และสุดท้ายนี้ สำหรับคอมโพเซอร์ Lorne Balfe แล้ว สกอร์ชิ้นนี้คือความน่าพอใจที่เกินคาดสำหรับงานโซโล่เป้งๆชิ้นแรก ซึ่งผมคิดว่าสกอร์ชิ้นนี้จะเป็นใบเบิกทางสู่วงการของพี่แกแบบจริงๆจังๆในระดับสากลได้เสียทีล่ะนะ!

Final Score: 8.5

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: