Andrew Lockington – Journey To The Center Of The Earth & Journey 2: The Mysterious Island *Double Review*

“In the first score, Andrew Lockington has brought back the charm of old-fashioned adventurous score with some modern touch and handful writing. For the second one, Lockington doesn’t seem to lose his energy at all as the score achieves more with the growing of wonderful thematic materials and musical elements which have already put it on the top rank of 2012’s best scores!”

ในอุตสาหกรรมหนัง แม้จะผ่านมาเกือบ 4 ปีแล้ว ก็ยังดูเหมือนว่าเรื่องวิชวลเอฟเฟ็คตระการและเทคโนโลยี 3D จะยังคงไม่เสื่อมมนต์ขลังในการเรียกผู้ชมเข้าโรงได้จริงๆ ซึ่งหนังผจญภัยตระกูล JOURNEY นี้ก็ถือเป็นหนึ่งในหนังที่เน้นขายเทคนิคภาพดังกล่าวเพื่อมอบความบันเทิงเพียวๆและกลบเกลื่อนเนื้อเรื่องอันแสนธรรมดาๆแล้วยังสามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำทั่วโลก

สำหรับตัวหนังภาคแรกนั้นออกฉายในปี 2008 ใช้ชื่อว่า JOURNEY TO THE CENTER OF THE EARTH กับภารกิจตามหาพี่ชายที่สาบสูญไปกว่า 10 ปีของศาสตราจารย์ Trevor Anderson พร้อม Sean หลานชายและ Hannah ไกด์สาวนักปีนเขาในท้องถิ่นอันนำไปสู่การผจญภัยใต้โลกครั้งใหญ่ โดยตัวหนังเองก็ยังมีการพาดพิงถึงนิยายในชื่อเดียวกันของ Jules Verne อีกด้วย

ต่อมาในปี 2012 นี้เองก็ได้มีภาคต่อซึ่งใช้ชื่อ JOURNEY 2: THE MYSTERIOUS ISLAND กับเนื้อเรื่องที่ครรลองเดียวกันแต่เปลี่ยนสถานที่และตัวละครรวมถึงหนังสือของ Verne ที่ถูกนำมาปรับใช้เป็นส่วนเสริมในหนัง ซึ่งในภาคนี้หนุ่ม Sean (จากภาคแรก) และ Hank พ่อเลี้ยงของเขาต้องออกตามหาปู่ที่หายสาบสูญไปบนเกาะลึกลับแห่งหนึ่ง โดยในการผจญภัยครั้งนี้ก็ยังได้ Gabato นักบินพร้อม Kailani ลูกสาวของเขามาร่วมผจญชะตากรรมกันด้วย

สำหรับสกอร์หนังทั้ง 2 ภาคแต่งโดย Andrew Lockington คอมโพเซอร์ชาวแคนาดาที่ไต่เต้าในวงการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 90 โดยทำงานเป็นทั้งคอนดัคเตอร์ยันผู้ช่วยของคอมโพเซอร์ Mychael Danna และทำสกอร์ให้หนังทีวีไปถึงหนังฟอร์มเล็กจนสุดท้ายก็สามารถประกาศตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ผ่านรางวัล IFCMA Awards ปี 2008 ด้วยตำแหน่ง Breakout Composer of the Year จากงานสกอร์หนังผจญภัยอันน่าประทับใจอย่าง CITY OF EMBER และ JOURNEY TO THE CENTER OF THE EARTH โดยแน่นอนว่าในรีวิวนี้เราจะพูดถึงเรื่องหลังและสกอร์ภาคต่อของมันกันครับ

“JOURNEY TO THE CENTER OF THE EARTH”

Soundtrack Label: Silva Screen Records

Andrew Lockington ได้เลือกใช้ดนตรีออเคสตร้าเป็นองค์ประกอบหลักในการทำสกอร์แล้วเสริมทัพด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อีกหน่อย ซึ่งถ้าพูดแค่นี้ก็คงจะดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่ลึกๆแล้ว ความโดดเด่นที่ส่งผลให้คอมโพเซอร์ได้รับรางวัลมาแรงแห่งปีในความเห็นของผมคาดว่าจะเป็นการที่ Lockington สามารถสร้างสกอร์กลิ่นอายหนังผจญภัยเก่าๆในส่วนของดนตรีออเคสตร้า ซึ่งเป็นรูปแบบดนตรีที่ดึงเอาเครื่องดนตรีทุกชิ้นในวงมาบรรเลงอย่างมีศักยภาพสูงสุดด้วยเทคนิคต่างๆเท่าที่จะคิดค้นได้ซึ่งเป็นสิ่งที่หาฟังได้ยากในปัจจุบัน ยิ่งหากไม่ใช่ผลงานที่มาจากคอมโพเซอร์รุ่นเก๋าอย่าง John Williams หรือ Alan Silvestri เพราะเป็นงานที่มีความละเอียดในการสร้างสรรค์โน้ตสูงพอตัว กระนั้น Lockington ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเองก็ทำได้! เอาแค่แว่วเสียงเปียโนและเครื่องสายโลดแล่นเปิดอัลบั้มในเพลง Journey Theme คุณก็แทบจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายการผจญภัยอันชวนตื่นตาตื่นใจ (ไม่ว่าคุณจะมองหนังเป็นอย่างไร) ก่อนที่นำเสนอเมนธีมสุดล้ำอันแสนจะติดหูในช่วงวินาทีที่ 28 ก่อนจะต่อด้วยคิวระทึกพอหอปากหอมคอในช่วงท้าย โดยตลอดเพียง 1 นาทีเศษๆของเพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นออเดิร์ฟที่น่าสนใจระดับหนึ่งเลย

สำหรับส่วนถัดมาตามรายชื่อเพลงที่เห็นกัน ผมบอกได้เลยว่าอัลบั้มนี้มีการจัดเรียงตามลำดับเหตุการณ์ในหนังแบบเป๊ะๆซึ่งแน่นอนว่าดนตรีจะไม่โหมความมันส์จนกว่าจะถึงช่วงกลางๆอัลบั้มเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม Lockington ก็มีกลวิธีที่สามารถช่วยให้ดนตรีช่วงแรกฟังเพลินพอส่งต่อไปหาส่วนถัดๆไปได้โดยไม่ต้องกดข้ามแทร็คด้วยการตอกย้ำเมนธีมที่แทรกเข้าไปในแต่ละเพลงในอรรถรสที่ไม่จำเจไปพร้อมๆกับเครื่องดนตรีที่มีฟังดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอโดยเฉพาะส่วนของเครื่องสายพาเพลินและเครื่องเป่านุ่มๆ แล้วนอกจากนี้ก็ยังดูเหมือนว่า Lockington จะคอยสร้างโมทีฟย่อยใหม่ๆแทรกไปในเพลงต่างบริบทเหล่านี้ให้ฟังดูสดอยู่เสมอ โดยที่จุดสังเกตที่มาพร้อมนัยยะเด่นๆตัวหนึ่งเลยคือโมทีฟเนิ่บๆในช่วงต้นของเพลง Morning Routine ต่อมาด้วย Hannah and the Institute และ Goodbye Max ซึ่งเป็นโมทีฟที่เปิดตัวสดใสก่อนมาจบลงพร้อมเปียโนเศร้าๆในเพลงหลังสุดอันเป็นส่วนที่เล่นอารมณ์ได้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

เมนธีมเริ่มเข้าสู่โหมดขึงขังๆในเพลง Rope Descent แล้วมาเต็มที่ในเพลงสุดเร้าใจอย่าง Mine Car Adventure ที่เพิ่มการใช้กีตาร์ไฟฟ้าและเพอคัสชั่นสังเคราะห์รัวแบบอ่อนๆในช่วงท้ายๆและยังคงรัวต่ออีกเล็กน้อยในช่วงต้นของ Water Drop ก่อนจะเพิ่มคอรัสเย็นๆฟังสบายในช่วงกลางเพลง โดยทั้งสองเพลงนี้ก็ยังแอบแทรกโมทีฟเครื่องสายใหม่สำหรับคิวระทึกเพิ่มเข้ามาอีกต่อหนึ่งสำหรับสกอร์ส่วนที่เหลือด้วย

Storm, Dinosaur! และ Volcano ก็เป็นเพลงอารมณ์ผจญภัยระดับ 5 ดาวด้วยดนตรีออเคสตร้าอันหนักแน่นและคอรัสสะกดอารมณ์ที่ผมขอแนะนำให้ได้ฟังกันดูอย่างยิ่งครับ

ทีนี้สำหรับใครที่หลงไหลในเมนธีมสุดๆแล้วอยากฟังอะไรที่ใกล้เคียงอารมณ์ดั้งเดิมแต่โครงสร้างสมบูรณ์กว่าผมก็ขอแนะนำ The Center of the Earth กับภาคขายของ Journey Theme ที่สามารถมอบความอัศจรรย์ใจได้เป็นทวีคูณ และสุดท้าย Building the Raft กับท่วงทำนองฮึกเหิมและงดงามอันกลมกลืน

JOURNEY TO THE CENTER OF THE EARTH เปรียบได้กับสกอร์หนังผจญภัยสมัยเก่าที่นำเสนอออกมาด้วยคุณภาพความเป็นดนตรีร่วมสมัยที่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์และลูกเล่นดนตรีแพรวพรายจนทำให้ตลอด 67 นาทีของอัลบั้มนี้ฟังสนุกได้ไม่เบื่อ แต่หากใครที่คิดว่ามันยังหลากหลายหรือจัดเต็มไม่พอ ผมก็ขอเชิญมาทำความรู้จักกับสกอร์ภาคต่อไปด้านล่างได้เลยครับ

Tracklist

01. Journey Theme (****)

02. Morning Routine (****)

03. Max’s Things (****)

04. Iceland (****)

05. Hannah and the Institute (***)

06. Climbing Sneffels (****)

07. Trapped (***)

08. Rope Descent (****)

09. The Generator (***)

10. Mine Car Adventure (*****)

11. Diamonds and Muscovite (****)

12. Water Drop (*****)

13. The Center of the Earth (*****)

14. Mushroom House and Artifacts (****)

15. Goodbye Max (*****)

16. Building the Raft (*****)

17. Storm (*****)

18. The Search for Sean (***)

19. Magnetic Rocks (****)

20. Meet at the River (****)

21. Dinosaur! (*****)

22. Skull Rescue (****)

23. Volcano (*****)

24. The Return (*****)

Final Score: 8

Buy It @Amazon

“JOURNEY 2: THE MYSTERIOUS ISLAND”

Soundtrack Label: Water Tower Music

สกอร์ภาคต่อนี้มีโจทย์ใหม่เพิ่มเข้ามาคือการผจญภัยบนเกาะปริศนา ซึ่งแน่นอนว่า Lockington ไม่พลาดที่จะนำมันมาใช้เป็นเมนธีมในภาคนี้รวมถึงการนำสไตล์ดนตรีสไตล์พื้นเมืองแบบชาวเกาะมาปรับกับสไตล์ดนตรีที่ทำไว้ในครั้งก่อน

สำหรับเมนธีมใหม่นี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในเพลง The Attic ท่ามกลางทำนองดนตรีอันเต็มไปด้วยชีวิตชีวาซึ่งเมโลดี้ของธีมนั้นถูกนำเสนอเด่นชัดเจนผ่านเครื่องเป่าที่ฟังแล้วพอรู้สึกได้ถึงพลังการอารมณ์ผจญภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

Island Reveal ก็เริ่มเผยเมนธีมให้ชัดเจนขึ้นในส่วนของครึ่งหลัง แล้วจากนั้นก็ถึงคราวการนำเสนอที่อลังการเต็มรูปแบบในเพลง Discovering Atlantis พร้อมกับเสียงผู้หญิงร้องคลอซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบใหม่ที่ช่วยสร้างมิติให้สกอร์ส่วนถัดจากนี้ได้อย่างน่ายินดีเลยทีเดียว

แล้วด้วยความเป็นสกอร์ภาคต่อ Lockington ก็ไม่ลืมที่จะนำ Journey Theme จากภาคแรกกลับมาต่อยอดซึ่งผมบอกได้เลยว่ายังคงฟังดูดีเช่นเคย อย่างในเพลงเปิดอัลบั้ม Vernian’s Believe กับเมโลดี้ที่คุ้นเคยในโมเดลใหม่พร้อมด้วยบรรยากาศดิบๆในช่วงต้นและเปียโนที่ขยายต่อจากธีมในช่วงกลางเพลง นอกจากนี้ก็ยังมี The Treehouse กับการบรรเลงเครื่องสายขยายในทำนองอันผ่อนคลาย และ Sean’s Birthday กับท่วงทำนองอบอุ่นและซาบซึ้งสมชื่อ โดยจุดพีคที่สุดคือครีเซนโด้ในช่วงท้ายที่ฟังแล้วชวนปิติอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ทั้งนี้ Journey Theme ก็ยังมีดีพอที่จะสร้างความประหลาดใจได้มากกว่านั้นด้วยความที่มันสามารถโยงอารมณ์เข้าหาธีมตัวใหม่แล้วเกื้อหนุนกันแทบจะเป็นเนื้องานเดียวกัน และผมหมายถึงเนื้องานที่ดีเยี่ยม โดย Who’s Up for an Adventure? และ Mysterious Island Main Titles คือเพลงชั้นเลิศที่หลอมรวมธีมทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อส่งมอบอารมณ์ผจญภัยบนเกาะลึกลับได้น่าพอใจถึงขีดสุด! (ซึ่งเพลงหลังนี้เหมือนเป็นตัวสรุปรวดยอดทำนองหลักๆทั้งหมดที่น่าจะได้อยู่ช่วงต้นๆอัลบั้มด้วยซ้ำ)

แล้วเมื่อเป็นหนังผจญภัยก็แน่นอนว่าต้องมีฉากระทึกๆกัน ซึ่งภาคนี้ Lockington ยังคงสามารถรักษาความดีความชอบในการสร้างเพลงอารมณ์ผจญภัยระดับ 5 ดาว ตั้งแต่เพลงหายนะสุดสะพรึง Helicopter Crash, เพลงรัวเพอคัสชั่นอารมณ์ป่า Lizard Chase กับ Bee Chase และสุดท้ายคือเพลงแต้มซาวด์สังเคราะห์ The Nautilus Escape ซึ่งโมทีฟเครื่องสายสำหรับฉากระทึกในภาคแรกก็ยังถูกนำกลับมาใช้ต่อยอดให้เด่นกว่าเดิมอีกด้วยในส่วนนี้

JOURNEY 2: THE MYSTERIOUS ISLAND เป็นสกอร์ที่ทำได้ค่อนข้างดีกว่าภาคแรกทั้งในแง่ของความเต็มที่เต็มเสียงและองค์ประกอบทางดนตรีที่หลากหลายกว่าเดิม รวมถึงการที่ Lockington รู้จักปรับใช้ของเก่าในการสร้างอารมณ์เชื่อมโยงมายังภาคต่อนี้ได้น่าอย่างหลงไหลและมีประสิทธิอันเป็นความได้เปรียบของสกอร์ภาคต่อที่หากลงมือทำได้ถูกวิธี พอรู้แบบนี้แล้วผมไม่แปลกใจเลยที่บรรดา Film Music Critics ทั้งหลายจะยกให้ JOURNEY 2 เป็นสกอร์ยอดเยี่ยมลำดับต้นๆแห่งปี 2012 ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ!

อ้อ! ผมเกือบลืมไป สำหรับอัลบั้มภาค 2 นี้ก็ยังประกอบด้วยโคฟเวอร์เพลง What a Wonderful World ซึ่งร้องและเล่นอะคูเลเล่เองโดย Dwayne Johnson ทั้งสิ้น 2 แทร็ค คือ Film Version และเวอร์ชั่นสมบูรณ์ End Credits ซึ่งผมตัดสินใจไม่ได้นับรวมเข้าไปในคะแนนส่วนของอัลบั้มเพราะเกรงว่ามันจะฉุดคะแนนสกอร์ลงไปอย่างน่าเสียดาย แต่ผมถามว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง? ผมก็ขอตอบว่าสนุกใช้ได้เลยล่ะครับ ทั้งเสียงร้องและดนตรีก็อย่างน้อยดีกว่าที่ผมคิดไว้ (สำหรับเวอร์ชั่นสมบูรณ์) แล้วใครจะไปรู้ว่า The Rock ก็ร้องเพลงเพราะเหมือนกัน 😉

Tracklist

01. Vernian’s Believe (****)

02. The Attic (*****)

03. Helicopter Crash (*****)

04. Island Reveal (*****)

05. Lizard Chase (*****)

06. The Treehouse (****)

07. Discovering Atlantis (*****)

08. Who’s Up For An Adventure? (*****)

09. Gold Dust (****)

10. Bee Chase (*****)

11. What A Wonderful World (Film Version) (-) #

12. Campfire (****)

13. The Swamp (****)

14. Trident Cliffs (****)

15. Finding the Nautilus (****)

16. Let’s Power This Thing Up (****)

17. The Nautilus Escape (*****)

18. Sean’s Birthday (*****)

19. Mysterious Island Main Titles (*****)

20. What A Wonderful World (End Credits) (-) #

# Performed by Dwayne Johnson

Final Score: 9

Buy It @Amazon

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: