Ennio Morricone & Marco Beltrami – The Thing *Double Review*

“Both of them have their own pros and cons that soundtrack listeners should try.”

หากจะกล่าวถึงหนังสยองขวัญในอดีตที่ตอกย้ำความเป็นตำนานของผู้กำกับ John Carpenter แล้วก็ล่ะ ผมเชื่อว่าชื่อหนังสามัญประจำใจที่นึกออกกันนอกเหนือจาก HALLOWEEN และ THE FOG แล้วก็คงเป็น THE THING หนังสยองขวัญที่มีความเป็นไซไฟในสภาพแวดล้อมอันกว้างไพศาลและเย็นสุดขั้ว โดยมีเรื่องราวหลักๆเกี่ยวกับกลุ่มนักสำรวจในขั้วโลกใต้ที่ต้องเผชิญหน้ากับเอเลี่ยนที่สามารถแปลงสภาพตนเป็นเหยื่อที่มันฆ่าได้ซึ่งรวมถึงการแฝงตัวเป็นมนุษย์เข้ามาของพวกมัน ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงต้องคอยจับสังเกตสมาชิกในกลุ่มอยู่เสมอเพื่อความอยู่รอดรวมถึงยับยั้งไม่ให้พวกมันหลุดรอดไปถึงแผ่นดินใหญ่ได้

ปัจจุบัน หนัง THE THING ก็ได้มีการทำออกทั้งสิ้น 2 ครั้ง 2 ช่วงเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกัน คือ ฉบับปี 1982 ซึ่งเป็นภาคดั้งเดิมกับเรื่องราวของกลุ่มนักสำรวจชาวอเมริกันที่ต้องเอาตัวรอดจากเอเลี่ยนแปลงสภาพซึ่งมากับสุนัขที่พวกเขาได้ช่วยไว้ในตอนแรก และฉบับปี 2011 ซึ่งเป็นภาคก่อน (Prequel) เหตุการณ์ข้างต้นโดยเกี่ยวกับกลุ่มนักสำรวจชาวนอร์เวย์ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ค้นพบยานรวมถึงพวกมันที่หลุดรอดออกมานั่นเอง

สำหรับสกอร์ THE THING ปี 1982 และ 2011 นั้นแต่งโดยคอมโพเซอร์ Ennio Morricone และ Marco Beltrami ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นเรามาไล่ดูทีละอัลบั้มกันเลยครับ

THE THING (1982)

Soundtrack Label: Varese Sarabande

อย่างที่รู้กันว่าโดยปกติแล้วผู้กำกับ John Carpenter แกมักจะนิยมทำหนังเองแล้วก็ทำดนตรีประกอบเองด้วยเลย แต่สำหรับ THE THING นั้นเป็นข้อยกเว้นโดยครั้งนี้แกหันไปพึ่งพาคอมโพเซอร์ระดับปรมาจารย์แห่งโลกตะวันตกชาวอิตาลี่อย่าง Ennio Morricone

ก่อนไปต่อ ผมขอบอกก่อนว่าอัลบั้มที่ผมเลือกมารีวิวสกอร์กันครั้งนี้เป็นอัลบั้มดั้งเดิมซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกภายใต้เลเบล Varese Sarabande อันประกอบด้วย 10 แทร็คอย่างที่เห็น (และขณะนี้ Out of Print ไปแล้ว) โดยเป็นคนละตัวกับอัลบั้มปี 2011 ที่ออกภายใต้เลเบล BuySoundtrax Records เพื่อต้อนรับหนังภาคใหม่ (และแน่นอนว่ายังคงหาซื้อได้อยู่) โดยอัลบั้มใหม่นั้นก็จะเป็นตัวบันทึกเสียงใหม่ (Re-recording) อันประกอบด้วย 16 แทร็คที่ครบท่วงทำนองที่ได้ยินกันในหนังกว่า แต่ไม่ว่าจะอัลบั้มไหน มันก็ยังคงไว้ซึ่งสาระสำคัญของสกอร์รวมถึงพวกโบนัสอย่าง Unused Cue หากจะต่างก็คงเป็นว่าน้ำหนักส่วนไหนมีมากกว่ากันเนื่องด้วยจำนวนเวลาที่เพิ่มเข้ามา

สำหรับสกอร์ THE THING ฉบับอัลบั้มบันทึกเสียงครั้งแรกกับความยาว 10 แทร็ค 49 นาทีของ Morricone นั้นก็เป็นดนตรีออเคสตร้าผสมอิเล็กทรอนิกส์ (ซาวด์ยุค 80) ซึ่งเป็นสกอร์ที่โดยส่วนใหญ่ต้องใช้ความอดทนในการฟังอยู่ซักหน่อยเพราะช่วงเครื่องสายและเครื่องเป่าต่างๆนั้นจะใช้เวลาบิ๊วค่อนข้างนาน อาจเรียกได้ว่าทั้งสกอร์ฟังดูเนิ่บ โอ่อ่า และเย็นเฉียบสมกับสภาพแวดล้อมในหนังยังไงยังงั้น โดยเพลงเปิดอย่าง Humanity (Part I) นี้คือตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้อธิบายไปข้างต้น

สกอร์ THE THING ที่จริงแล้วประกอบด้วยธีมที่ใช้ในหนังตั้งแต่ต้นจนจบด้วยกันสองตัว แต่สำหรับอัลบั้มที่ผมนำมารีวิวดูจะนำเสนอได้ออกมาดีแค่เพียงตัวเดียว โดยธีมตัวดังกล่าวนี้ก็ได้ยินลางๆตั้งแต่เพลงแรกไปแล้วแต่เพราะความที่เพลงค่อยๆบิ๊วและเน้นขายบรรยากาศมากกว่าจึงสังเกตยากหน่อย ต้องรอมาถึงเพลงที่สอง Shape นี่ล่ะที่เมนธีมนั้นชัดเจนขึ้นผ่านการเล่นย้ำของเครื่องเป่าและเปียโนนุ่มๆโดยมีเครื่องสายเย็นๆและพวกทองเหลืองเสียงใหญ่ๆเป็นส่วนเสริมความหลอนชวนกดดันอีกที

ธีมตัวดังกล่าวยังถูกใช้ได้หลอนขึ้นเรื่อยๆเน้นๆใน Solitude และครึ่งหลังของ Wait โดยนอกจากนี้ก็ยังมีเพลงที่เล่นเสียงออแกนซึ่งฟังดูเป็นดนตรีสไตล์ของ John Carpenter สุดโต่งอันได้แก่ Eternity, ครึ่งหลังของ Humanity (Part II) และ Sterilization (แม้ไม่ได้ลงแต่งเองแต่ดูเหมือนว่าปู่ Carpenter ก็ไม่ลืมที่จะจ้างวานให้คอมโพเซอร์คนอื่นแต่งดนตรีสไตล์ตัวเองเพิ่มมาด้วยจริงๆแฮะ) แล้วในเพลง Humanity (Part II) นี้เองที่มีการนำเสนอธีมสำคัญของสกอร์อีกตัวในครึ่งแรกกับโมทีฟเสียงบีทที่ไม่ซับซ้อนแต่ก็ติดหูไม่ใช่เล่น และน่าเสียดายที่อัลบั้มนี้ไม่มีเพลงช่วงไตเติ้ลหนังซึ่งเล่นกับธีมตัวนี้ใส่มาให้ฟังเพื่อสร้างความเชื่อมโยงได้มากกว่านี้นั่นเอง

ส่วนสุดท้ายที่จะพูดถึงกันก็เกี่ยวกับส่วนของเพลงหลอนหนักๆกันบ้าง ซึ่งข้อดีของสกอร์ชุดนี้คือมันไม่ได้เน้นหลอนแบบตุ้งแช่ให้สะดุ้งตกเก้าอี้กัน แต่เป็นการค่อยๆสร้างสภาวะที่อึดอัดขึ้นมาอย่างช้าๆ โดยเริ่มตั้งแต่เพลงสั้นๆ Contamination กับเทคนิคเคาะแคะแกะเกาเครื่องสายพื้นฐานที่คุ้นๆกัน Bestiality กับครีเซนโด้เครื่องสายสุดสะพรึงสามช่วง ซึ่งแต่ละช่วงนั้นก็เล่นโมทีฟเดียวกันแต่จะค่อยๆบรรเลงหนักเครื่องและเพิ่มความเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย Despair ที่มาในทำนองเนิ่บๆแต่น่าสนใจไม่ขาดด้วยเสียงกรีดร้องของเครื่องสายและเครื่องเป่าหลอนกดประสาท

โดยสรุป สกอร์ THE THING ของ Ennio Morricone นั้นแม้จะแลดูเชื่องช้าจนต้องใช้ความอดทนในการฟังพอสมควร กระนั้นมันก็แฝงไปด้วยลูกเล่นหลายอย่างที่ความเป็น Iconic ในหมวดดนตรีประกอบหนังสยองขวัญ (โดยเฉพาะโมทีฟเสียงบีทที่จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป) ซึ่งถ้าฟังในหนังก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าฟังแยกผมขอแนะนำให้ฟังต่อกันแบบรวมๆจะเข้าท่าเลือกฟังเป็นแทร็คๆไปเพราะมันมีอะไรให้ต้องซึมซับกันยาวๆเลยล่ะครับ

Tracklist

01. Humanity (Part I) (****)

02. Shape (****)

03. Contamination (***)

04. Bestiality (*****)

05. Solitude (*****)

06. Eternity (****)

07. Wait (****)

08. Humanity (Part II) (****)

09. Sterilization (****)

10. Despair (****)

Final Score: 8

Buy It @Amazon (2011, Re-recording Album)

THE THING (2011)

Soundtrack Label: Varese Sarabande

สำหรับ THE THING ภาค Prequel ซึ่งกำกับโดย Matthijs van Heijningen Jr. นี้ก็ได้คอมโพเซอร์ที่พอมีประสบการณ์กับสกอร์แนวนี้อย่าง Marco Beltrami มาทำซึ่ง Beltrami ยังคงดนตรีออเคสตร้าลีลาหนักสลับเบาไว้ได้มาตรฐาน โดยหลักๆก็พยายามสร้างบรรยากาศที่โอ่อ่าและเยือกเย็นให้สอดคล้องกับสกอร์ต้นฉบับให้มากที่สุด ทั้งนี้ Beltrami ก็ได้กำหนดประเด็นเรื่องธีมไว้ชัดเจน โดยทั้งหมดนี้ได้ยินกันแบบคร่าวๆใน God’s Country Music เพลงเปิดอัลบั้มเรียกน้ำย่อยที่เปิดตัวพร้อมกับเสียงพายุหิมะก่อนจะสอดแทรกเสียงเครื่องเป่าหอนแล้วตามด้วยเครื่องสายเย็นๆเปลี่ยวๆจากนั้นก็ตบท้ายกันด้วยโมทีฟเสียงบีทของ Ennio Morricone จากสกอร์ภาคแรกนั่นเอง ทั้งนี้โมทีฟดังกล่าวก็ยังคงโผล่มาให้หายคิดถึงกันอีกในเพลง Open Your Mouth ช่วงกลางๆอัลบั้มด้วย

กลับมาดูที่ของใหม่กันต่อ โดยจากเพลง God’s Country Music ข้างต้นก็ยังสามารถแบ่งโมทีฟได้ออกเป็น 2 ตัวซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อสกอร์ทั้งหมด โดยที่เป็นเมนธีมจริงๆคือส่วนของเครื่องสายเย็นๆซึ่งถูกนำเสนอเต็มรูปในเพลงถัดมาคือ Road to Antarctica โดยเบื้องหลังของตัวธีมนี้ผู้กำกับก็ได้กำชับ Beltrami เองว่าเขาต้องการธีมที่จะสื่อถึงตัวละคร Kate Lloyd นักธรณีวิทยาสาวชาวอเมริกันที่เข้าร่วมการสำรวจกับกลุ่มชาวนอร์เวย์ซึ่งดูเหมือนว่าตัวธีมตัวนี้จะสื่อประเด็นตรงนั้นได้ดีกับดนตรีนุ่มๆชวนฉงนในช่วงแรกที่ค่อยๆลากไปสู่จุดพีคช่วงกลางเพลงกับอารมณ์ผจญภัยค้นหาความจริงที่ฟังดูอลังการแต่แฝงไปความลึกลับอันน่ากลัว และอารมณ์ประมาณนี้แต่ผ่อนคลายกว่าหน่อยก็กลับมาให้ฟังกันเต็มๆอีกครั้งในช่วงท้ายอัลบั้มกับ The End และเพลงปิดอัลบั้ม How Did You Know? ที่ค่อยๆเปลี่ยนเฟสกลับมาเป็นเสียงพายุหิมะเหมือนเพลงเปิดอัลบั้มข้างต้นอีกครั้ง

สำหรับส่วนที่เหลือของสกอร์บอกได้เลยครับว่าเพลงที่ขายเมนธีมตัวนี้โดดๆที่เด่นจริงๆนั้นไม่ค่อยมีแล้ว ถ้าเด่นขึ้นมาก็มักจะถูกใช้พร้อมๆกับธีมตัวที่สองซึ่งก็คือโมทีฟเครื่องเป่าหอนอันสื่อถึงตัวเอเลี่ยนนั่นเอง โดยจากพอหอมปากหอมคอในเพลงเปิดอัลบั้ม โมทีฟดังกล่าวก็ถูกสานต่อเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นใน Eye of the Survivor ซึ่งกรณีนี้ผมขอชม Beltrami เรื่องการคุมเชิงพวกเครื่องเป่าทองเหลืองที่ทำออกมาอิ่มและน่าสะพรึงได้ดีใกล้เคียงที่ Elliot Goldenthal เคยทำไว้กับสกอร์ ALIEN 3 เลยทีเดียว

ถัดมาก็เป็นการเข้าสู่ช่วงระทึกใจกัน ซึ่ง Beltrami ยังคงนำธีมข้างต้นมาละเลงใช้สอยอย่างเมามันส์ในเพลงหลอนระทึกแถมสะดุ้งนิดๆอย่างต่อเนื่องใน Meet and Greet, Finding Filling, Female Persuasion, Meating of the Minds และ Sander Bucks โดยจุดสูงสุดในส่วนนี้ก็อยู่ที่ Meating of the Minds ซึ่งจับเอาอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาท มันส์ระทึก และดราม่าจากเมนธีมมารวมกันได้ลงตัวที่สุดแล้ว

โดยสรุป แน่นอนว่าสกอร์ THE THING ของ Marco Beltrami นั้นฟังดูกระชับและมีความสนุกที่ร่วมสมัยกว่าฉบับของ Ennio Morricone สำหรับผม แต่น่าเสียดายที่ความก้ำกึ่งระหว่างดนตรีพื้นๆที่สามารถได้ยินได้ในหนังแนวนี้โดยทั่วไปของ Beltrami และส่วนที่มีอะไรเด่นขึ้นมาจริงๆนั้นใกล้เคียงกันเกือบครึ่งจนทำให้สกอร์ตัวนี้พ้นขีดคำว่า Generic มานิดหน่อยจริงๆ แต่ยังไงสุดท้ายนี้ก็ต้องขอชม Beltrami เรื่องธีมที่แม้จะไม่รู้สึกว่ามันเป็น Iconic เท่าของ Morricone แต่ก็เป็นอะไรที่ช่วยหลอมรวมสกอร์ให้มีความพิเศษอะไรบ้าง ทั้งนี้ก็รวมถึงการนำโมทีฟเสียงบีทมาใช้พอสังเขปเพื่อเคารพต้นฉบับซึ่งก็ทำให้อดยิ้มยินดีเล็กๆไม่ได้จริงล่ะครับ

Tracklist

01. God’s Country Music (****)

02. Road to Antarctica (*****)

03. Into the Cave (***)

04. Eye of the Survivor (****)

05. Meet and Greet (****)

06. Autopsy (***)

07. Cellular Activity (***)

08. Finding Filling (****)

09. Well Done (***)

10. Female Persuasion (****)

11. Survivors (***)

12. Open Your Mouth (****)

13. Antarctic Standoff (***)

14. Meating of the Minds (*****)

15. Sander Sucks at Hiding (***)

16. Can’t Stand the Heat (***)

17. Following Sander’s Lead (****)

18. In the Ship (***)

19. Sander Bucks (****)

20. The End (*****)

21. How Did You Know? (****)

Final Score: 7.5

Buy It @Amazon

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: